: หนองปลาปาก : ตำบลกวนวัน : ตำบลในเมือง : ตำบลค่ายบกหวาน : ตำบลบ้านเดื่อ : ตำบลพระธาตุบังพวน : ตำบลปะโค : ตำบลโพนสว่าง : ตำบลโพธิ์ชัย : ตำบลเมืองหมี : ตำบลมีชัย : ตำบลเวียงคุก : ตำบลวัดธาตุ : ตำบลสีกาย : ตำบลหาดคำ : ตำบลหนองกอมเกาะ : ตำบลหินโงม : ตำบลกุดบง : ตำบลชุมช้าง : ตำบลจุมพล : ตำบลทุ่งหลวง : ตำบลเซิม : ตำบลนาหนัง : ตำบลบ้านโพธิ์ : ตำบลบ้านผือ : ตำบลวัดหลวง : ตำบลสร้างนางขาว : ตำบลเหล่าต่างคำ : ตำบลกองนาง : ตำบลท่าบ่อ : ตำบลโคกคอน : ตำบลน้ำโมง : ตำบลนาข่า : ตำบลบ้านเดื่อ : ตำบลบ้านถ่อน : ตำบลโพนสา : ตำบลบ้านว่าน : ตำบลหนองนาง : ตำบลนาดี : ตำบลเฝ้าไร่ : ตำบลหนองหลวง : ตำบลวังหลวง : ตำบลอุดมพร : ตำบลบ้านต้อน : ตำบลนาทับไฮ : ตำบลพระบาทนาสิงห์ : ตำบลโพนแพง : ตำบลบ้านหม้อ : ตำบลรัตนวาปี : ตำบลพระพุทธบาท : ตำบลพานพร้าว : ตำบลแก้งไก่ : ตำบลบ้านม่วง : ตำบลนางิ้ว : ตำบลผาตั้ง : ตำบลสังคม : ตำบลโพนทอง : ตำบลด่านศรีสุข : ตำบลโพธิ์ตาก : ตำบลสระใคร : ตำบลบ้านฝาง : ตำบลคอกช้าง

วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ความเป็นมาคำขวัญของจังหวัดหนองคาย วีรกรรมปราบฮ่อ หลวงพ่อพระใส สะพานไทยลาว


คำขวัญจังหวัดหนองคาย คือ "วีรกรรมปราบฮ่อ หลวงพ่อพระใส สะพานไทยลาว"

วีรกรรมปราบฮ่อ
หนองคายกับศึกฮ่อ ครั้งที่ ๑ และ๒ ในรัชกาลที่ ๕ ชื่อเมืองหนองค่ายถูกเรียกเพี้ยนเป็นเมืองหนองคายแทน เจ้าเมืองคือพระปทุมเทวาภิบาล (ท้าวเคน) สืบต่อจากพระปทุมเทวาภิบาล (ท้าวสุวอ) ในปี พ.ศ. ๒๓๘๑ ต่อมาเกิดศึกฮ่อที่ชายแดนติดต่อกับญวน เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๘ ขณะนั้นพระปทุมเทวาภิบาล (ท้าวเคน) ลงไปราชการที่เมืองอุบลราชธานี ต้อนรับพระยามหาอำมาตย์ (ชื่น กัลยาณมิตร) ซึ่งไปตั้งกองสักเลกและเร่งรัดเงินส่วยที่หัวเมืองพอดี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยามหาอำมาตย์ (ชื่น กัลยาณมิตร) เกณฑ์ทัพไปปราบฮ่อทันที พอไปถึงหนองคาย ทราบว่ากรมการเมืองหนองคายและโพนพิสัยกลัวฮ่อจนหลบหนีไปไม่ยอมสู้รบ ปล่อยให้ฮ่อบุกเข้ามาจนถึงเวียงจันทน์ จึงสั่งให้หาตัวกรมการเมืองที่หลบหนีศึกฮ่อในครั้งนั้นทั้งเมืองหนองคายและโพนพิสัยมาประหารชีวิตเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างอีกต่อไป ฝ่ายกองทหารฮ่อฮึกเหิมบุกเวียงจันทน์จุดไฟเผาลอกเอาทองจากองค์พระธาตุหลวงได้ แล้วยังบุกข้ามโขงจะตีเมืองหนองคาย แต่ถูกกองทัพเมืองหนองคายตีกลับอยู่ที่บริเวณตำบลมีชัยปัจจุบัน ซึ่งได้เรียกบริเวณไทยรบชนะฮ่อในครั้งนั้นว่า "ตำบลมีชัย" เพื่อเป็นอนุสรณ์แล้วขึ้นไปตีศึกฮ่อจนถอยร่นไปทางทุ่งเชียงคำ (ทุ่งไหหิน) เหตุการณ์ก็สงบลงจนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๒๘ จึงเกิดศึกฮ่อครั้งที่ ๒ คราวนี้มีพวกไทดำ พวน ลาว ข่า เข้าสมทบกับโจรฮ่อฉวยโอกาสปล้นทรัพย์สิน เสบียงอาหาร และเผาเรือนราษฎร โดยบุกยึดมาตั้งแต่ทุ่งเชียงขวางจนเข้าเวียงจันทน์

การปราบศึกฮ่อครั้งที่ ๒ รัชกาลที่ ๕ โปรดเกล้าฯ ให้ทัพฝ่ายเหนือและทัพฝ่ายใต้ ยกเข้าตีขนาบฮ่อทั้งทางหลวงที่หลวงพระบางและเวียงจันทน์ โดยทัพฝ่ายใต้ให้พันเอกพระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม (ยศในขณะนั้น) คุมทัพมาทางนครราชสีมา เข้าเมืองหนองคายแล้วทวนแม่น้ำโขงเข้าทางแม่น้ำงึมโดยเรือคำหยาด บุกค่ายฮ่อ เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม จนมีชัยชนะ จากนั้นคุมเชลยฮ่อมาขังไว้ที่ระหว่างวัดศรีสุมังค์และวัดลำดวน จึงเรียก "ถนนฮ่อ" มาถึงทุกวันนี้ และโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง "อนุสาวรีย์ปราบฮ่อ" เพื่อบรรจุอัฐิผู้เสียชีวิตในสงครามปราบฮ่อ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๙ ไว้ที่เมืองหนองคายด้วย


หลวงพ่อพระใส
หลวงพ่อพระใส เป็นพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิราบ ปางมารวิชัย หล่อด้วยทองสีสุก มีพระพุทธลักษณะ งดงามมาก สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงบันทึกไว้ในหนังสือตำนานเจดีย์สยาม หน้า ๑๐๒ ว่า “พระพุทธรูปล้านช้างที่งามยิ่งกว่าองค์อื่นคือพระเสริม อยู่ในพระวิหารวัดประทุมวัน….” พระเสริม คือพระพุทธรูปที่สร้างในคราวเดียวกันกับพระใส เช่นเดียวกันกับพระสุก ทั้งนี้ตามตำนานเล่าว่าพระราชธิดากษัตริย์ล้านช้างเวียงจันทน์ พระนามว่า เสริม สุก ใส มีพระประสงค์จะหล่อพระพุทธรูปฉลองพระองค์ขึ้น จึงขอพรจากพระราชบิดา (ในตำนานว่า คือสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช) ซึ่งทรงประธานพรให้ จึงได้ให้ช่างหล่อพระพุทธรูปขึ้น ๓ องค์ ขนาดลดหลั่นกันตามลำดับและขนานนามพระพุทธรูปตามพระนามของตนเองว่า พระเสริมประจำองค์พระราชธิดาคนแรก พระสุกประจำองค์กลาง และพระใสประจำองค์พระราชธิดาสุดท้อง และประดิษฐานรวมกันไว้ในที่แห่งเดียวในคราวแรก ต่อมามีเหตุการณ์สงครามระหว่างไทยและเวียงจันทน์ ซึ่งหลังบ้านเมืองสงบ แม่ทัพไทยจึงได้อัญเชิญพระพุทธรูปทั้ง ๓ องค์ มายังฝั่งไทย แต่เกิดพายุทำให้พระสุกจมอยู่ปากน้ำงึม ส่วนพระเสริมและพระใสประดิษฐานอยู่ที่วัดโพธิ์ชัยและวัดหอก่องที่หนองคาย จนถึงรัชกาลที่ ๔ จึงให้อัญเชิญขึ้นประดิษฐานไว้ที่วัดโพธิ์ชัยมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนพระเสริมเมื่อถึงกรุงเทพฯ แล้วโปรดเกล้าให้ประดิษฐานที่วิหาร วัดปทุมวนาราม จนถึงปัจจุบัน

หลวงพ่อพระใส มีขนาดหน้าตักกว้าง ๒ คืบ ๘ นิ้ว ส่วนสูงจากองค์พระเบื้องล่างถึงยอดพระเกศ ๔ คืบ ๑ นิ้ว เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองหนองคายที่ประชาชนทั่วไปให้ความเคารพเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่ง


สะพานไทยลาว
ต้นปี พ.ศ. ๒๕๓๒ นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย นาย RT.HON. R. J. HAWKE ได้เสนอให้เงินทุนสำหรับการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขง ด้วยการร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานตัวแทนของรัฐบาลไทย กับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในเดือนเมษายน ๒๕๓๓ เจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายได้ทำการสำรวจรายละเอียด และทำการศึกษาความเหมาะสมของโครงการ โดยกำหนดสถานที่ก่อสร้างที่จังหวัดหนองคาย - ท่านาแล้ง และการศึกษาเสร็จเรียบร้อยในปี ๒๕๓๓ นั้นเองนอกจากผลของการศึกษาดังกล่าว รัฐบาลของทั้ง ๓ ประเทศ จึงได้ตกลงกันในรายละเอียดเกี่ยวกับแนวทางของสะพาน

โครงการนี้ได้รับเงินสนับสนุนจากโครงการร่วมมือเพื่อการพัฒนาของออสเตรเลีย สำหรับประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และดำเนินการโดย Assistana Rureau (AIDAB)สำหรับงานด้านการศึกษาความเหมาะสม การออกแบบด้านรายละเอียดเตรียมสัญญาในการก่อสร้างและบริหารโครงการนั้น ดำเนินการโดยบริษัทวิศวกรที่ปรึกษาของออสเตรเลีย ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่าง Maunsell Preprictary Ltd.และ Siaciar Kaigh Proprietary Ltd. ในเดือนกันยายน ๒๕๓๔ บริษัทจอนห์ฮอลแลนด์คอนสตรัคชั่น ได้รับให้เป็นผู้รับเลือกสัญญาเข้าดำเนินการก่อสร้าง

ต่อมาได้ทำพิธีเปิดใช้ เมื่อวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๓๗ และเปิดใช้งานจริงเมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๓๗

ลักษณะการออกแบบ
เป็นสะพานโดยมี ๒ ช่องทางผิวจราจร และได้ออกแบบเพื่อไว้สำหรับเส้นทางรถไฟแนวกลางของสะพานด้วย ในแม่น้ำจะมีต่อม่ออีกด้านละ ๑ ต่อม่อ สำหรับช่องทางลาดขึ้นของสะพานแต่ละฝั่ง ในการพิจารณาในทางด้านสถาปัตยกรรมจะคำนึงถึงความต่อเนื่องและราบเรียบของทางลาดชันขึ้นลงของสะพานทั้ง ๒ ฝั่ง ทางลาดชันขึ้นลงของสะพานทั้ง ๒ ฝั่ง จะไปบรรจบกับถนนที่มีอยู่เดิม โดยมีตอม่อที่คอสะพาน จำนวน ๑๕ ตอม่อ ขณะเดียวกันระดับของคันดินที่ถมก็จะทำให้ลาดลงไปอยู่ในระดับของผิวถนนเดิม สัญญางานในส่วนของรัฐบาลออสเตรเลีย จะเริ่มจากบริเวณด้านชายแดนด้านไทย ไปจรดบริเวณด้านชายแดนด้านสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเป็นระยะทาง ๒.๔ กิโลเมตร และรมถึงการเปลี่ยนทิศทางการจราจรทางฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

การป้องกันแนวดินของชายฝั่งแม่น้ำจะมีเฉพาะด้านฝั่งลาว โดยเริ่มจากแนวกึ่งกลางสะพานขึ้นไป ด้านทางของกระแสน้ำ คันดินบริเวณคอสะพานจะได้รับการออกแบบเพื่อป้องกันการกัดเซาะของน้ำ รวมทั้งให้มีการปลูกต้นไม้และหญ้า เพื่อเพิ่มทัศนียภาพของสะพาน

การบริหารงานโครงการ
จากข้อตกลงระหว่าง 3 ประเทศ ตัวแทนรัฐบาลที่รับผิดชอบเกี่ยวกับบริหารโครงการนี้ คือ
๑. ตัวแทนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว กระทรวงเพื่อการคมนาคม ขนส่งไปรษณีย์และก่อสร้าง
๒. ตัวแทนประเทศไทย สำนักงานพลังงานแห่งชาติ
๓. ตัวแทนประเทศออสเตรเลีย

ช่วงระหว่างการก่อสร้าง ทีมบริหารงานประกอบด้วยเจ้าหน้าที่จากรัฐบาลไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งจะทำงานร่วมกับวิศวกรประจำโครงการของออสเตรเลีย ซึ่งทั้งหมดนี้จะร่วมกันรับผิดชอบในด้านงานธุรการและบริหารโครงการ เมื่อการก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว รัฐบาลไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวจะเป็นเจ้าของร่วมกัน จะรับผิดชอบร่วมกันในการดำเนินงานการบำรุงรักษาและบริหารงานสำหรับสะพานแม่น้ำโขงแห่งนี้

ข้อมูลเกี่ยวกับสะพาน
สัญญาการก่อสร้างสะพาน โดยรัฐบาลออสเตรเลีย ๑,๑๗๔ ม.
ความยาวทั้งหมดของสะพาน ๖๖๕ ม.
ช่วงของสะพานแต่ละช่วงยาว ๑๐๕ ม.
ความกว้างของแม่น้ำ ๖๐๔ ม.
ช่วงสูงสำหรับเดินเรือ ๑๐ ม.
ความสูงของพื้นสะพานจากระดับน้ำสูงสุด ๑๓.๔๐ ม.
ความสูงของพื้นสะพานจากระดับน้ำต่ำสุด ๒๖ ม.
ความกว้างของพื้นสะพาน ๑๒.๗๐ ม.
ความกว้างของช่องจราจร -๒X๓.๕ ม.
ความกว้างของทางเท้า -๒X๑.๕ ม.

ทำการจัดสำรองพื้นที่สำหรับแนวรถไฟในอนาคต
พื้นที่ทั้งหมดของพื้นสะพาน ๑๕,๐๐๐ ม.
แนวป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งแม่น้ำ ๗๐๐ ม.
ความยาวของถนนติดช่องคอสะพาน - ฝั่งประเทศไทย ๖๓๖ ม.
- ฝั่งประเทศลาว ๖๓๐ ม.

สัญญาการก่อสร้างในส่วนของรัฐบาลไทย
เส้นทางเบี่ยงแนวใหม่จากเส้นทาง A๑๒ เป็นระยะทาง ๘.๒ กม.
อาคารและสิ่งอำนวยความสะดวกของด่านศุลกากรและกองตรวจคนเข้าเมือง
การปรับปรุงเส้นถนนเดิมในบริเวณพื้นที่

สัญญาการก่อสร้างในส่วนของรัฐบาลลาว
อาคารและสิ่งอำนวยความสะดวกของด่านศุลกากรและกองตรวจคนเข้าเมือง การปรับปรุงเส้นถนนเดิมในบริเวณพื้นที่